พี่โอ๋ เพื่อนแท้ร้านอาหาร ที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร กับจุดเปลี่ยนเรื่องวิถีชีวิตการเงิน

พี่โอ๋  ดุษฏี ผลานุวัต ปัจจุบันทำงานเป็นเจ้าของธุรกิจ เพื่อนแท้ร้านอาหาร เป็นธุรกิจให้คำปรึกษา จัดอบรมให้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร กว่า 5 ปี 

Yok Findmyfin : พี่โอ๋ช่วยเล่าที่มาที่ไปของธุรกิจที่พี่โอ๋ทำอยู่ให้ฟังหน่อยนะคะ

จุดเริ่มต้นของเพื่อนแท้ร้านอาหาร จากความตั้งใจที่อยากจะมีพ็อคเก็ตบุ้คเล่มนึง เพราะในช่วงนั้นวงการร้านอาหาร หนังสือ ตำรา หรือคัมภีร์ในการทำธุรกิจร้านอาหารในบ้านเรายังมีจำนวนไม่มาก ซึ่งที่มีก็จะเป็นแนววิชาการไปเลย แบบภาษานักวิชาการเขียน

ซึ่งในมุมมองของเราตอนนั้นปัญหาของตำราแบบนี้คือ จะเน้นแนวทฤษฏี ทำให้คนที่มาอ่านพอต้องนำไปใช้จริงๆ ไม่สามารถจะนำไปปฏิบัติได้  เลยเกิดเป็นไอเดียว่า “งั้นเราไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการร้านอาหาร ทั้งสำเร็จและล้มเหลวดู ในหลากหลายรูปแบบ ทั้ง SME และ Chain Restaurant” 

ซึ่งเราทำออกมาในรูปแบบเนื้อหาที่ กลั่นกรอง จากประสบการณ์ของผู้ประกอบการจริง เราเริ่มต้นด้วยการนำมาลง Facebook Fanpage เพื่อนแท้ร้านอาหาร 

ตอนนั้นเรามีเจตนาแค่เพียงต้องการผลตอบรับจากคนที่มาติดตามว่าเป็นอย่างไรบ้างกับเนื้อหาที่เราต้องการนำเสนอ ปรากฏว่าเนื้อหาที่เราลงไปใน Facebook กลับได้ผลตอบรับจากผู้ประกอบการร้านอาหารจริงๆเข้ามาติดตาม

เรียกได้ว่าตอนนั้นเราเห็นผลลัพธ์ชัดเลยว่า มันเป็นประสบการณ์ของคนๆหนึ่งที่ตรงกับเขา(ผู้อ่าน) ซึ่งเป็นประสบการณ์จริง คนอ่านจะเห็นได้เลยว่า ปัญหาจริงๆที่เกิดขึ้นแบบนี้ เขาแก้ด้วยวิธีไหนบ้าง ก็เลยเกิดเป็นการนำไปประยุกต์ใช้ และบอกต่อๆกันออกไป

จากผู้ติดตามเพจเรา หลัก 10 เป็นหลัก 100 ขึ้นไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันนี้ 92,165 (ณ วันที่ 4 พ.ค. 2562)

Yok Findmyfin : ก่อนที่พี่โอ๋จะมาทำธุรกิจนี้ ทำงานเกี่ยวกับร้านอาหารมาก่อนไหมคะ?

งานก่อนหน้านี้ที่พี่โอ๋ทำ จะอยู่เกี่ยวกับสายคอนเทนต์มาตลอดเลย ด้วยความที่เราเรียนจบสื่อสารมวลชน ทำงานเป็นคอลัมน์นิส สื่อสิ่งพิมพ์ พ็อคเก็ตบุ้ค สัตว์เลี้ยงสวยงาม เป็นนิตยสาร เบอร์หนึ่งของประเทศเลยในช่วงนั้น เกือบ 20 ปีที่แล้ว

จุดเปลี่ยนของสายงานอยู่ตรงนี้

เรียกว่าพี่อยู่ในสายงาน การเขียนการทำคอนเทนต์มาตลอดเลย แต่มีจุดเปลี่ยนเมื่อ 5 ปีก่อนนี้ (ประมาณ 2557) เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงและมีผลกระทบกับ ธุรกิจด้านสิ่งพิมพ์มากๆ (เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอันดับแรกๆเลย)

รู้ไหมเกิดอะไรขึ้นบ้าง 

1.หนังสือที่เราผลิตอยู่ยอดขายเริ่มหายไปเรื่อยๆ

2.ต้นทุนการผลิตก็ยังอยู่สูงเหมือนเดิม

ณ ตอนนั้น เราก็เร่งปิดต้นฉบับกันอยู่ ก็ได้รับข่าวจากผู้บริหารเรียกเราและทีมงานเข้าประชุม ผู้บริหารบอกกับทุกคนในที่ประชุมว่า “ เดือนหน้าจะเป็นเดือนสุดท้ายที่เราจะผลิต มีทางเลือกให้เรา 2 ทาง 1.รับเงินเดือนของเดือนหน้า แล้วแยกย้ายแบบไม่ต้องผลิตแล้ว หรือ 2.เดือนหน้ายังผลิตกันต่อ รับเงินเดือนแล้วแยกย้าย” ความเห็นเดียวกันในตอนนั้นคือ เราตัดสินใจที่จะหยุดในการเดินต่อ 

อย่างที่บอกว่า ก่อนหน้านั้นก็มีสัญญาณมาก่อนแล้วว่า สื่อสิ่งพิมพ์โดนกระทบก่อนเพื่อนเลย ทีนี้สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือการปรับตัวเข้ากับสื่อสังคมออนไลน์ มันทำให้เราเปิดโลกมากขึ้น เรียกว่า วิกฤตนี้เป็นโอกาสในการที่เราก้าวเข้าไปสู่งานผู้ประกอบการแบบ Startup  เราก็ยังต่อยอดจากการทำเนื้อหาต่างๆที่เคยทำมา เปลี่ยนมาเป็นเรื่องราวในแบบของเราเอง

“ถ้าตอนนั้นเทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรเรา ก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น อาจจะเป็นคนตกงานที่ไม่ได้มีช่องทางที่จะไปต่อได้”

Yok Findmyfin : เรียกได้ว่าเราได้ใช้สิ่งที่ถนัดและทำมาตลอด เปลี่ยนมาเป็นช่องทางใหม่ที่เห็นผลและออกมาดีเลยใช่ไหมคะ

พี่โอ๋ : ใช่ครับ

Yok Findmyfin : ย้อนกลับไปช่วงที่เราทำงานประจำ พี่โอ๋เคยตั้งคำถามเรื่อง การวางแผนการเงินไหมคะ?

พี่โอ๋​ : ต้องบอกเลยว่า ช่วงที่เราอยู่ในงานประจำ เราไม่ต้องคิดหรือวางแผนเรื่องการเงินเลยเพียงเพราะคำว่า “เรามีสวัสดิการ”

ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม สิทธิประโยชน์ต่างๆ เราเลยไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย สำหรับพี่ย้อนมองกลับไปนี่เรียกว่า “ความประมาทเลยนะ”  เพราะตอนนั้นเราคิดเพียงใช้จ่ายเดือนต่อเดือน มีสิทธิอะไรก็ใช้จากที่เรามี

จนมาเจอจุดเปลี่ยนที่ทุกอย่างหายไปในพริบตาช่วงที่บริษัทปิดตัวนี่แหละ ซึ่งพอเรามาอยู่จุดนี้มองไปรอบๆ เพื่อนเรา คนรอบตัวเรา พอเจ็บไข้ได้ป่วย หรือแม้ตัวเราเอง ก็รู้เลยว่า มีความต่างกันคนละตึกเลย เรานี่อยู่ตึกเล็กๆ คิวยาวมาก ส่วนตึกสูงๆนี่ คิวสบายเลย

“ถ้าวันนี้เราเจ็บไข้ได้ป่วยไป เราต้องมีปัญหาการเงินแน่ๆ ค่าผ่าตัดไส้ติ่ง ค่าอื่นๆที่มันเพิ่มขึ้นมาระหว่างทาง เดือดร้อนแน่ๆ”

Yok Findmyfin : แล้วตอนนั้นพี่โอ๋ได้มีเงินเก็บสำรองไว้ไหมคะ?

พี่โอ๋ : ต่อเนื่องกันมากับเรื่องวางแผนการเงินเลยครับ พี่ไม่ได้คิดสำรองอะไรไว้เลย นั่งคุยกันอยู่นี้พี่ก็คิดว่ามันผ่านไปไม่นานนะ 5 ปีที่แล้ว มุมมองพี่มันไม่ใช่การตกงานนะ หรือไม่มีความสามารถในการทำงาน มันเรียกว่า จบการเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจอย่างไม่คาดฝันเลย 

นี่เลยเป็นจุดสำคัญกับชีวิตพี่มากที่ต้องมาคิดทบทวนให้ลงลึกรายละเอียดมากขึ้น เพราะเราใช้ชีวิตด้วยอายุที่เพิ่มขึ้นกับการอยู่เฉยๆบนหลักประกันสุขภาพไม่ได้อีกแล้ว

Yok Findmyfin : พี่โอ๋เริ่มต้นตอนนั้นอย่างไรคะ?

พี่โอ๋ : ตอนนั้นสิ่งแรกที่พี่ทำเลยคือ เริ่มศึกษาเรื่องการเงินพืนฐานด้วยตัวเองเลย ยิ่งเรื่องประกันชีวิตนี่ พี่ยกโทรศัพท์โทรไปถามเองโดยตรงเลย เพราะตอนนั้นสิ่งที่เราคิดคือ “เราไม่มีเงินก้อน เราต้องหาคนมารองรับความเสี่ยงตรงนี้ของเราไว้ก่อน” 

พูดตรงๆตอนนั้นพี่ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับประกันชีวิต ถามทุกอย่างกับคอลเซนเตอร์เลยว่า เราจะต้องเริ่มอย่างไรได้บ้าง 

Yok Findmyfin : ในมุมมองของพี่โอ๋ กับคำว่า “ฉันแข็งแรงดี ยังไม่จำเป็นต้องวางแผนเรื่องการดูแลสุขภาพ หรือความเสี่ยงหรอก” พี่โอ๋คิดเห็นอย่างไรกับความเห็นนี้คะ

พี่โอ๋ :  พี่อยากชวนมองแบบนี้นะ วันนี้สุขภาพเราอาจจะแข็งแรงก็จริง แต่วันนึงเราอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลย อย่างพี่เองอยู่ดีๆเราก็ไม่รู้ว่า “เราแพ้กุ้ง” ถึงขั้นอาการหนัก หายใจไม่ออก ต้องเข้า ICU เลยนะ แล้วตอนนั้น คุณหมอต้องฉีดอิซูลีนเลย เป็นการแพ้กุ้งที่รุนแรงมากๆเลย พี่เลยอยากบอกเลยว่า เรื่องแบบนี้มันไม่มีใครบอกเลยว่า เราจะมีสุขภาพ หรือเรื่องที่มั่นคงในชีวิตแต่ไหน

Yok Findmyfin : สำหรับพี่โอ๋คิดว่า อะไรคืออุปสรรคของคนเรา ในการวางแผนการเงิน?

พี่โอ๋ : จริงๆพี่พูดเลยว่า “ความสะดวกสบายในปัจจุบันนี่แหละ เป็นอุปสรรคของคนในยุคนี้เลย” 

You Findmyfin : ยังไงหรอคะ

พี่โอ๋ : คือปัจจุบันเวลาเราจะใช้บริการ หรือเลือกหาอะไร มันง่ายมาก เลื่อนนิ้ว ค้นหาไม่กี่ครั้ง คลิกไม่กี่ที เงินในบัญชีเราก็ออกไปอย่างรวดเร็ว และความรู้สึกมันก็ต่างกับเราจ่ายเงินด้วย ธนบัตรเป็นใบๆเลยนะ พี่เลยมองว่า นี่คือหลุมพลางของการที่คนในปัจจุบัน ประสบปัญหากัน ก่อนจะไปถึงเรื่องการวางแผนการเงิน

ยิ่งคนที่ชื่นชอบในสื่อออนไลน์ ซื้อของออนไลน์ ทุกอย่างมันอยู่ภายใต้ความสะดวกของการใช้เงิน ถ้าในตอนนั้น เราไม่มีสติในการใช้เงินนี่ รู้ตัวอีกทีต้องหาเงินกลับมาจ่ายทดแทนเงินในอนาคตกันยาวเลย

“เมื่อไรก็ตามเมื่อเราใช้จ่ายเกินที่ตั้งไว้ สิ่งที่เราต้องหามาทดแทน ถ้าไม่ได้สร้างรายได้เพิ่ม ก็ต้องหาแหล่งเงินมาทดแทนเพิ่ม  ไม่ว่าจะเป็นนอกระบบ หรือ แหล่งอื่นๆที่ฉุกเฉิน มันคือจุดเริ่มต้นที่เราจะเข้าสู่ระบบการเป็นหนี้แบบระยะยาวเลย”

สรุปแล้ว ถ้าไม่ตั้งสติให้ดีก่อนใช้จ่ายออนไลน์นี่ ต้องตระหนักให้ดีๆเลยครับ

Yok Findmyfin : สำหรับพี่โอ๋ แนวทางในการบริหารเรื่องการเงิน เป็นอย่างไรบ้างคะ

พี่โอ๋ : แนวทางบริหารเงินของพี่ในด้านสุขภาพ จะเริ่มต้นจากเรื่องการโอนย้ายความเสี่ยงไปยังบริษัทประกันก่อนเลยอันดับแรก 

ซึ่งคนรอบข้างก็จะถามพี่มาอยู่บ่อยๆว่า พี่ทำประกันสุขภาพเยอะไปไหม ดูไม่ค่อยได้ใช้จะคุ้มหรอ? ซึ่งก็เป็นความเห็นของคนรอบข้างที่เขาเป็นห่วงนะ ทีนี้เรารู้แล้วไงว่าสถานณ์การณ์ที่สำคัญในชีวิตเรากับการหาเงินมาจ่ายทันที แบบที่ไม่ได้ตั้งตัวว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไรนี่ เป็นเรื่องอันตรายสำหรับพี่มาก พี่เลยจัดลำดับเรื่องนี้ไว้ในประกันชีวิตหมดเลย

ซึ่งระหว่างทางพี่ไม่ปล่อยนิ่งไว้แบบตายตัวนะ จะมีการทบทวนทุกปี ทุกระยะตลอด ว่าต้องปรับเปลี่ยนเพิ่ม ลด อะไรบ้างไหม

ส่วนเรื่องการเงินด้านอื่นๆ พี่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ตามความเหมาะสม เช่นกองทุนรวม หุ้นต่างๆ โดยที่พี่จะนำไปลงทุนกับผู้เชี่ยวชาญแต่ละที่ไป แล้วเราคอยดูรายงานผลแต่ละเดือนไป

อีกส่วนหนึ่งพี่เลือกทางแบบ เหมือนกำปั้นทุบดินนะ คือ “ถ้ารายจ่ายมากขึ้น ก็ต้องหารายได้ให้มากขึ้น ไม่ประหยัดก็ต้อง หาให้มากขึ้น”  ทีนี้ถ้าพูดถึงคำว่า “ประหยัด” พี่ว่าปัจจุบันมันประหยัดยากขึ้นนะ สู้เราหารายได้ยังมีโอกาสที่ง่ายกว่า เพราะว่าปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มโอกาสให้กับเราจริงๆ ถ้าเปิดใจศึกษาและใช้งานเพื่อหารายได้เพิ่ม “อยู่ที่เราเรียนรู้และใช้ประโยชน์มากแค่ไหน ”

Facebook Line Website และเครื่องมืออื่นๆ ถ้าเราใช้งานเป็นนี่สร้างรายได้ๆหลายช่องทางเลยนะ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเราหารายได้ๆไม่มาก ก็ต้องควบคุมรายจ่าย และรู้ว่าแต่ละเดือนเราจ่ายไปกับอะไรบ้าง

มันคือหลักการทำธุรกิจ ที่พี่ไปให้คำปรึกษากับลูกค้า ผู้ประกอบการทั้งหมดที่ผ่านมานี่แหละ

สรุปให้เห็นภาพคือ
เราต้องรู้ต้นทุนในชีวิตของเราก่อนว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง  ที่พักอาศัย,รถ,น้ำ,ไฟ (สิ่งจำเป็นต้องจ่าย)

  1. บริหารรายได้ให้มากกว่ารายจ่าย
  2. เงินที่เหลือ นั่นคือตัวเลขที่เราจะตัดมาลงทุนในแต่ละเดือน 

โดยที่ถ้าเรามาทำแบบนี้แล้ว เราจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น  เดือนต่อไปเราจะรู้เลยว่าเราเริ่มเก็บได้ที่เท่าไร

Yok Findmyfin : พี่โอ๋อยากจะฝากอะไรถึงผู้ที่ได้เข้ามาอ่านในบทความสัมภาษณ์นี้ของพี่บ้าง

อยากให้มองเห็นความสำคัญของการบริหารเงินทั้งสองด้าน

1.ด้านสุขภาพและชีวิตของเราเอง

ถ้าเราต้องเจ็บป่วย แล้วเราใช้หลักประกันพื้นฐาน โดยที่ต่อแถวยาวเราโอเคไหม ซึ่งอีกทางคือเอกชนที่เราเลือกเองตามต้องการได้ อยากให้เราทบทวนตรงจุดนี้ดู

2.ด้านความมั่นคงของชีวิต

การตัดสินใจแบบตั้งสติในการใช้เงิน ผ่านการบริหารรายรับรายจ่าย ที่ไม่เดือดร้อนใคร 

ทั้งสองอย่างนี้ถ้าเราไม่รู้จริงๆว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ก็อยากแนะนำให้หาที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญมาช่วยเราเรื่องนี้ เพราะพี่เองก็เป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการอื่นในเรื่องที่เรารู้และถนัดเช่นกัน จึงอยากบอกเลยว่า ถ้าคนที่เราเลือกมาเป็นที่ปรึกษาเขามีความพร้อมและความรู้ความเข้าใจมากกว่าเรา จะดีกว่าไหมถ้าวันนี้เรานำสิ่งที่ไม่ถนัดให้คนที่ถนัดได้ดูแลเราอย่างสบายใจ

อยากฝากไว้ให้ทบทวนและวางแผนให้ดีครับ

ติดตาม Findmyfin ได้ทุกช่องทาง

Website : www.findmyfin.com

Facebook : Findmyfin